Friday, July 10, 2015

ยิงหนุ่มตายสยอง ขณะลงรถกระบะจะเข้าบ้าน น้องสาวเห็นคาตา 2 มือปืนขี่จยย.ตามมา!!


เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 10 ก.ค. ร.ต.อ.เจริญ บุญสิทธิ์ ร้อยเวรฯ สภ.เมืองปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจาก นางบุญมี อายุ 63 ปี อยู่หมู่ 10 ต.โนนห้อม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี เหตุหลานชายตนเอง คือ นายกิตติพงษ์ มีรส อายุ 24 ปี อยู่บ้านเดียวกัน ถูกคนร้าย จำนวน 2 คน ยิงเสียชีวิต สถานที่เกิดเหตุหน้าบ้านตนเองในหมู่บ้านดงคุย หลังสถานีรถไฟโคกมะกอก จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและพร้อมด้วย ร.ต.ท.หัตพัต ใจโปร่ง รอง สวป.สภ.เมืองปราจีนบุรี , พ.ต.อ.ประโชติ กันหะ ผกก.สภ.เมืองปราจีนบุรี นพ.กมล รัศมีหิรัญ แพทย์เวรฯ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปตรวจสอบ

 พบเป็นบ้านชั้นเดียวยกสูง หน้าบ้านปากทางขึ้น พบศพผู้เสียชีวิต คือ นายกิตติพงษ์ มีรส นอนหงายท้อง สวมเสื้อยืดคอกลมสีดำกางเกงลายพรางขาสั้น เสียชีวิตคาที่ ข้างประตูรถกระบะยี่ห้อนิสสัน สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน บท 4501 ปราจีนบุรี ของผู้เสียชีวิต ตรวจสอบบาดแผล พบที่หน้าอกซ้ายถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นลูกซองหลายแผล ข้างๆตัว มีกุญแจรถยนต์ตกอยู่ ไม่พบปลอกกระสุน

 สอบสวน น.ส.จริยา อายุ 20 ปี อยู่บ้านเดียวกัน เป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้เสียชีวิต และเห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า อยู่บ้านเดียวกันกับผู้เสียชีวิต โดยผู้เสียชีวิตนั้น พ่อแม่เสียชีวิตไปก่อนหน้าแล้ว ทั้งคู่อาศัยอยู่กับย่า คือ นางบุญมี มีอาชีพรับจ้างติดป้ายโฆษณาและรถแห่โฆษณา ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างผู้เสียชีวิตกลับมาจากทำงาน ขณะที่ขับรถกระบะมาจอดหน้าบ้าน กำลังเปิดประตูลงจากรถ มีรถจยย.ขับขี่ตามหลังมาเป็นชายรวม 2 คน จากนั้นได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด คิดว่าเป็นเสียงประทัด และ จยย.ขับขี่กลับทางเดิม มุ่งหน้าออกไปทางถนนสายปราจีนตคาม มาพบอีกครั้งผู้เสียชีวิตถูกยิงตายคาที่แล้ว โดยผู้ตายก่อนหน้านี้เคยต้องโทษคดียาเสพติด และเสพยาเสพติด

 หลังชันสูตรพลิกศพตรวจสอบหลักฐาน ได้นำส่ง รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร อีกครั้งหนึ่ง พร้อมวิทยุสกัดเส้นทางต่างๆ ที่คาดคนร้ายหลบหนีแต่ไม่พบร่องรอย




ที่มา khaosod

ลูกสาว18ถูกลักพาตัว!! พ่อวอนช่วยด่วน ไปรับเงินค่าตัวดีเจแล้วหายไป-โทรมามีเสียงชายข่มขู่


วันที่ 10 ก.ค. นายฉลาด กองสำลี อยู่หมู่ 9 บ้านหนองแสน ต.หนองแสน อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ร้องเรียนกับสื่อมวลชนว่า บุตรสาวตน ชื่อ นางสาววิชญาดา กองสำลี อายุ 18 ปี หรือ น้องโบว์ ปัจจุบันเรียนอยู่ กศน.อำเภอวาปีปทุม หายออกไปจากบ้าน เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 7 ก.ค. โดยอ้างว่าวันนี้จะมีคนเอาเงินมาให้จำนวน 3 พันบาท เป็นค่าตัวจากการเป็นดีเจในโปรแกรมแช็ตแคมฟรอก หลังจากลูกสาวรับโทรศัพท์แล้วเดินออกจากบ้านไปทางหนองน้ำบริเวณข้างหมู่บ้าน จากนั้นก็ขาดการติดต่อแล้วหายไปไม่กลับบ้านอีกเลย

 นายฉลาด ผู้เป็นพ่อ เล่าว่า ปกติน้องโบว์เป็นคนขยัน ช่วยเหลืองานบ้านและหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว ด้วยการขายเสื้อผ้าในตัว อ.แกดำ ส่วนช่วงเย็น จะกลับมาให้อาหารเป็ดที่เลี้ยงที่บ้านทุกวัน วันเกิดเหตุเวลาประมาณบ่าย 3 โมง หลังรับโทรศัพท์แล้วเดินออกจากบ้านไปนาน ตนเห็นผิดสังเกต จึงบอกให้ลูกชายออกไปตามหา แต่ไม่พบ โดยเจอแต่รถจักรยานยนต์จอดอยู่ ออกไปตามหา และถามคนแถวนั้นไม่มีใครทราบ จนเมื่อเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ลูกสาวได้โทรศัพท์กลับมาบอกแม่ว่าให้ช่วยด้วย ตอนนี้ตนเองถูกจับขังอยู่ในรถ ซึ่งวิ่งไปเรื่อยๆ ข้างหน้ามีผู้ชายนั่งอยู่ 3 คน ที่ด้านหลังมีผู้หญิงสาวอีก 4 คนรวมเป็น 5 คน

 ตนจึงถามว่าทำไมจึงได้ไปกับเขา ก็ได้รับคำตอบว่า จำได้แต่เพียงเดินไปข้างริมสระน้ำชุมชนใกล้หมู่บ้าน เจอกับผู้หญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 50 ปี ถือของพะรุงพะรัง เดินก้มหน้ามา และขอให้น้องโบว์ช่วยถือของให้ หลังจากนั้นจึงหมดสติไป และมารู้สึกตัวอีกที ก็อยู่บนรถแล้ว หลังจากนั้นโทรศัพท์ก็ตัดไป แต่ได้แชร์พิกัดว่า ขณะนั้นอยู่ที่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ด้วยความเป็นห่วงลูกสาว ตนจึงได้โทรศัพท์ไปปรึกษาญาติ ซึ่งเป็นตำรวจอยู่ สภ.โกสุมพิสัย ก็ได้แนะนำให้ไปแจ้งความกับตำรวจในท้องที่ใกล้ที่สุดโดยด่วน

 จากนั้นเช้าวันที่ 8 ก.ค. ตนจึงให้ลูกชายลองคุยกับบุตรสาวผ่านทาง facebook ว่า ตอนนี้อยู่ที่ไหน ประมาณ 2 ทุ่ม ลูกสาวจึงตอบกลับมาว่าไม่ทราบว่าตนเองอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าตนเองอยู่ในความมืด ตนจึงถามว่ากลุ่มที่ลักพาตัวไป รู้หรือไม่ว่าตนเองมีโทรศัพท์ ลูกสาวบอกว่าได้ซ่อนโทรศัพท์ไว้ เวลาจะโทรศัพท์ก็มีพี่อีก 4 คน ที่ถูกลักพาตัวมาด้วยกันเป็นคนดูต้นทางให้แล้วจึงแอบโทรศัพท์กลับมาหาพ่อ ซึ่งในครั้งนี้ ลูกสาวให้รายละเอียดว่า กลุ่มคนร้ายได้พาตัวไปพักไว้ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน มีลักษณะเป็นห้องพัก มีคนเฝ้าหน้าประตูเป็นผู้ชาย

 ระหว่างนั้นน้องโบก็ติดต่อมาเป็นระยะๆ เนื่องจากต้องการเซฟแบตโทรศัพท์ไว้ ตอนที่โทรคุยกันมีอยู่ช่วงหนึ่ง ได้ยินเสียงผู้ชายพูดว่า "พวกมึงกินข้าวก่อน ตอนนี้พวกกูยังไม่ทำอะไรพวกมึงหรอก เพราะยังไม่ถึงเวลาพาพวกมึงไป" ตนจึงตกใจและแน่ใจว่าลูกสาวถูกลักพาตัวแน่นอนแล้ว ระหว่างนั้นจึงเข้าไปแจ้งความและปรึกษา เจ้าหน้าที่ทหาร และแจ้งมูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิปวีณา และส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีอยู่ช่วงหนึ่งลูกสาวได้ส่งพิกัดมาว่าขณะนี้อยู่ที่จรัญสนิทวงศ์ เขตบางกอกน้อย จากนั้นอีก 10 นาที ได้โทรกลับมาบอกพ่อว่าขณะนี้ เขากำลังจะพาตัวไปกักไว้ที่อื่นอีก แล้วก็ขาดการติดต่อไป

 เช้าวันที่ 9 ก.ค. ได้มีการติดต่อมาหาตนอีกครั้ง พร้อมแชร์พิกัดว่าแถวอรุณอัมรินทร์ แต่ช่วงนี้เสียงของลูกสาวเปลี่ยนไป ไม่มีความรู้สึกหวาดกลัว พูดคุยเป็นปกติ แต่ไม่ได้บอกพิกัดเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้ตนเองรู้สึกแปลกใจมาก ทั้งที่การพูดคุยก่อนหน้านั้นมีเสียงหวาดกลัว คล้ายกับจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลา อาจเป็นไปได้ว่าถูกคนร้ายข่มขู่เพื่อปิดบังอำพรางว่าลูกสาวไม่ได้อยู่ในอันตราย

 นายฉลาด กล่าวต่อว่า ตนมั่นใจสาเหตุที่บุตรสาวถูกจับตัวไปครั้งนี้สาเหตุน่าจะมาจากการเล่นแคมฟรอก ซึ่งวันที่ 7 ก.ค. ลูกสาวเคยบอกว่าจะมีคนนำเงินมาให้ประมาณ 3,000 บาท เป็นค่าจัดรายการเป็นดีเจผ่านโปรแกรมแคมฟรอก ทำให้ตนมีความมั่นใจว่าประเด็นการหายตัวไปครั้งนี้น่าจะมาจากการล่อลวงผ่านโปรแกรมดังกล่าวแน่นอน ทั้งนี้ตนมั่นใจว่าลูกสาวยังมีชีวิตอยู่ และกำลังถูกย้ายตัวไปหลบซ่อนในที่ต่างๆ ในเขตภาคกลาง จึงขอวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือลูกสาวตนพร้อมทั้งหญิงสาวที่ถูกจับตัวไปด้วย ตามเบาะแสที่ตนได้ให้ไป พร้อมทั้งขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ดลบันดาลให้ได้พบลูกสาวโดยเร็วต่อไป





ที่มา khaosod

เมียทะเลาะผัวเยอรมัน เดินเข้าห้องนอน-ฝ่ายชายไม่ตามมา โผล่ดูเจอเป็นศพผูกคอตาย!!


เมื่อเวลา 00.10 น. วันที่ 10 ก.ค. ร.ต.ท.วิศิษฐ์ จันทนะลิขิต พงส.สภ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งมีชาวต่างชาติผูกคอเสียชีวิต ภายในบ้านหมู่ 11 ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังรับแจ้ง รุดไปตรวจสอบ พร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถาน

 ที่เกิดเหตุ พบร่าง Mr.VOLKER SCHMIDT อายุ 51 ปี สัญชาติเยอรมัน ในสภาพไม่สวมเสื้อ นุ่งเพียงกางเกงขาสั้น นอนลิ้นจุกปากกลางห้องนั่งเล่น ใช้สายไฟผูกคอห้อยอยู่กับคานบ้าน โดยภรรยาชาวต่างชาติ ได้ใช้กรรไกรตัดสายไฟ นำร่างลงมา จึงเก็บทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

 ร.ต.ท.วิศิษฐ์ เผยว่า จากการสอบถาม ภรรยาผู้ตายชาวเยอรมัน ทราบว่า ตนกับผู้ตายได้ นั่งดื่มสุรากัน ก่อนจะมีปากเสียงอย่างรุนแรง ก่อนภรรยาจะเดินเข้าห้องนอนไปพักผ่อน ช่วงกลางดึกเห็นสามีไม่เข้ามานอน จึงออกมาดู ก็พบว่าสามีได้ใช้สายไฟผูกคอตายไปแล้ว

 เบื้องต้นได้ส่งศพไปผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมหลักฐานทั้งหมดไปที่กองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อตรวจสอบก่อนมอบให้ญาตินำไปดำเนินพิธีทางศาสนาต่อไป




ที่มา khaosod

Thursday, July 9, 2015

รวบอดีตตำรวจข่มขืนสาวญี่ปุ่น เปลี่ยนชื่อ นามสกุล หนีโทษจำคุุก 20 ปี

วานนี้ (9 ก.ค.)  ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบก.ป.รรท.ผบก.ป.แถลงข่าวจับกุมตัว ส.ต.ท.สันติธรรม หรือธรรม เส็นขาว หรือนายอริส ชยภัทร์ อายุ 47 ปี เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ จ.กระบี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดตรัง ที่ 55/52 ลงวันที่ 9 เมษายน 2552 ในข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา จับกุมได้ริมถนนราษฎร์อุทิศ ซอย 26 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี
สืบเนื่องจาก ในสมัยที่ผู้ต้องหายังรับราชการเป็นตำรวจได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนข่มขู่และใช้กำลังลงมือข่มขืนผู้เสียหายเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น เหตุเกิดที่ ต.บางรัก อ.เมืองตรัง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2544
หลังเกิดเหตุได้ถูกจับกุม และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี แต่ผู้ต้องหาได้หลบหนีประกันเรื่อยมา รวมทั้งได้เปลี่ยนชื่อนามสกุลมาแล้ว 3-4 ครั้งเพื่อช่วยให้สะดวกในการหลบหนีและการติดตามของเจ้าหน้าที่
ภายหลังเจ้าหน้าที่ทราบเบาะแสว่าผู้ต้องหารายนี้ได้หลบหนีมากบดานอยู่หมู่บ้านแห่งหนึ่งบริเวณถนนราษฎร์อุทิศ จึงได้ออกสืบสวน จนกระทั่งจับกุมตัวได้
สอบสวน ส.ต.ท.สันติธรรม หรือนายอริส รับสารภาพว่า ได้ลงมือก่อเหตุข่มขืนผู้เสียหายจริง เป็นช่วงที่ตนได้ร่วมลงทุนกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ทำธุรกิจทัวร์ท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดตรัง ทำให้ได้พบกับผู้เสียหาย และตนเกิดความชอบ ก่อนจะหลอกพาเหยื่อไปข่มขืนดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ที่มา sanook

เร่งล่าโจรมารยาทงาม คืนเดียว! ชิงทรัพย์เซเว่น 7 จุด กลางกรุงฯ


ตร.เร่งติดตามตัว 2 คนร้าย บุกชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น 7 สาขา ในพื้นที่ 4 โรงพัก เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ได้เงินไปประมาณ 2.7 หมื่นบาท พบพฤติกรรม ไหว้ขอบคุณพนักงานประจำร้านทุกครั้งที่ได้เงิน...
เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เกิดเหตุสองคนร้ายสวมหมวกนิรภัย ใช้ปืนชิงทรัพย์จากพนักงานประจำร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาปากซอยสบายใจ ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ได้เงินสดไป 6 พันบาท ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หลบหนี

จากนั้น คนร้ายได้ไปก่อเหตุที่ สาขาประชาสงเคราะห์ 14 ได้เงินสด 2,300 บาท และสาขาตลาดศรีวนิช 2 ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดง ได้เงินสด 3,000 บาท หลังจากนั้นไม่นานคนร้ายทั้งสองคนไปก่อเหตุที่ สาขาปากซอยพหลโยธินซอย 1 ท้องที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ได้เงินสด 4,000 บาท ก่อนจะเข้าก่อเหตุอีก 3 สาขา คือ สาขาพหลโยธินซอย 7 สาขาพหลโยธินซอย 9 และสาขาพหลโยธินซอย 15 พื้นที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ รวมทรัพย์สินที่ได้เป็นเงินสดประมาณ 27,000 บาท ซึ่งกล้องวงจรปิดของร้าน สามารถจับภาพไว้ได้ทั้งหมด

เบื้องต้น จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบว่า คนร้ายใช้เวลาก่อเหตุทั้ง 7 สาขา เพียงแค่ 2 ชั่วโมง และทุกครั้งที่คนร้ายก่อเหตุ จะไม่มีการทำร้ายพนักงาน แต่กลับยกมือไหว้ขอบคุณพนักงานประจำร้านทุกครั้ง ซึ่งบ่ายวันนี้ ตำรวจที่เกี่ยวข้องจะเรียกประชุมชุดสืบสวน เพื่อเร่งติดตามคนร้ายทั้ง 2 คน มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.




ที่มา thairath

รถจี๊ปหักหลบ จยย.พ่วงข้าง พลิกคว่ำ ทับคนขับดับ-เพื่อนเจ็บ


รถจี๊ปหักหลบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง พลิกคว่ำหลายตลบ ตกข้างทาง ที่ราชบุรี คนขับถูกทับดับคาที่ เพื่อนนั่งมาด้วย โชคดีกว่าแค่เจ็บ

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 10 ก.ค. 58 พ.ต.ต.อาคม โฉมศรี พงส.ผนก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี รับแจ้งอุบัติเหตุรถจี๊ปพลิกคว่ำมีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดถนนสายเขางู-เบิกไพร หมู่ 13 ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง ไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิรวมใจการกุศลราชบุรี


ที่เกิดเหตุเป็นถนนสองเลนวิ่งสวนทางกัน บริเวณป่าข้างทางพบรถจี๊ปทหาร สีเขียว ทะเบียน บพ 3176 ราชบุรี ข้างรถพบศพ นายธนกันต์ จันทร์งาม อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ 3 ต.สวนกล้วย อ.บ้านโป่ง ผู้ขับขี่สภาพนอนตะแคงเสียชีวิตอยู่ท้ายรถ มีเลือดไหลออกปากและจมูก ส่วนเพื่อนผู้ตาย ทราบชื่อ นายจักรวาล ดาราศรี อายุ 23 ปี ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย และพบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง สีน้ำเงิน ทะเบียน ขษง 386 ราชบุรี สภาพพลิกตะแคงคว่ำ อยู่ข้างทาง มี น.ส.นุชนาฏ สุขศรีงาม อายุ 40 ปี เป็นผู้ขับขี่ บาดเจ็บเล็กน้อย

จากการสอบสวนทราบว่า ขณะที่ผู้ตายและเพื่อนขับรถจี๊ป มุ่งหน้าไปทาง ต.หนองปลาหมอ ส่วนรถจักรยานยนต์คู่กรณี ขี่สวนทางกันมา ถึงที่เกิดเหตุต่างฝ่ายต่างหักหลบกันกลางถนน ก่อนรถจี๊ปจะเสียหลักจนรถพลิกคว่ำหลายตลบ ผู้ตายกระเด็นตกจนถูกรถทับดับ ส่วนเพื่อนกระเด็นเข้าป่าข้างทางรอดตาย และรถจักรยานยนต์พ่วงข้างก็พุ่งเข้าข้างทางได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ส่วนสาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการสอบสวนต่อไป.





ที่มา http://www.thairath.co.th/content/510671

พบปมใหม่ ซื้อที่ดินคนครอบครัว 'เฮียเลี้ยง' คดียิง 'เสี่ยสมยศ'


ตำรวจพบข้อสงสัยใหม่ คดีคนร้ายยิง 'สมยศ สุธางค์กูร' เกี่ยวกับที่ดินย่านชานเมืองครอบครัว "เฮียเลี้ยง" ประสานภาค 8 ลงพื้นที่หาข่าวกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เชื่อมโยงซุ้มมือปืน ...

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีคนร้ายยิง นายสมยศ สุธางค์กูร อดีตเจ้าของพระราม 9 คาเฟ่ เสียชีวิต โดย พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ได้ประสานตำรวจภูธรภาค 8 ให้จัดกำลังลงพื้นที่ เพื่อหาข้อมูลกลุ่มมือปืน โดยให้เริ่มจาก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร ที่คาดว่าคนร้ายจะใช้เป็นแหล่งกบดาน รวมถึงให้ตรวจสอบกลุ่มผู้มีอิทธิพลรอบๆ พื้นที่ เพื่อหาความเชื่อมโยงกลุ่มมือปืน

อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบประเด็นใหม่ เกี่ยวกับ ความต้องการที่ดินย่านชานเมืองผืนหนึ่งของนายสมยศ ซึ่งที่ดินผืนดังกล่าวเป็นของครอบครัว นายบุญเลี้ยง อดุลยฤทธิกุล อดีตเจ้าพ่อคาเฟ่ ที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงสั่งการให้กองปราบปรามลงพื้นที่รวบรวมข้อมูล ว่าจะเป็นปมซึ่งนำไปสู่การสังหารได้หรือไม่

ด้าน พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการแทน ผู้บังคับการปราบปราม กล่าวว่า กองปราบอยู่ระหว่างเร่งสืบสวนหาเบาะแสซุ้มมือปืนต่างๆ ที่ใช้อาวุธปืน รีวอลเวอร์ จุด 38 แบบ 5 ร่องเกลียว ว่า มีใช้ในซุ้มมือปืนใดบ้าง พร้อมทั้งเร่งติดตามกลุ่มคนสนิทของนายสมยศ มาสอบปากคำ

ขณะที่ พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีสังหารนายสมยศ ระบุว่า จะมีการเรียกประชุมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีในวันพรุ่งนี้ (10 ก.ค.) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล หลักฐานความเป็นไปได้ของปมสังหาร ที่มีการตั้งไว้ 5 ประเด็น โดยชุดสืบสวนยังไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง.





ที่มา http://www.thairath.co.th/content/510546

รวบอดีตตำรวจข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวชาวญี่ปุ่น


กองปราบแถลงจับกุมอดีตตำรวจใช้ปืนขู่และข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น หลังหลหนีคดีมาตั้งแต่ปี54

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง,พ.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ ผกก.๖ บก.ป.,พ.ต.ท.สมบัติ มีมงคล สว.กก.6 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ กก.6 บก.ป. ชุดจับกุมร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัว ส.ต.ท.สันติธรรม หรือนายอริส ชยภัทร์ อายุ 47 ปี เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ จ.กระบี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดตรัง ที่ 55/52 ลงวันที่ 9 เม.ย.52 ในข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณริมถนนราษฏร์อุทิศ ซอย 26 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี

พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก ผู้ต้องหารายนี้ในสมัยที่ยังรับราชการเป็นตำรวจได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนข่มขู่และใช้กำลังลงมือข่มขืนผู้เสียหายซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น  เหตุเกิดที่ ต.บางรัก อ.เมืองตรัง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2554ที่ผ่านมา  โดยหลังเกิดเหตุได้ถูกจับกุม และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี แต่นายอริสได้หลบหนีเรื่อยมา รวมทั้งได้ทำการเปลี่ยนชื่อนามสกุลมาแล้ว 3-4  ครั้งเพื่อช่วยให้สะดวกในการหลบหนีและติดตามของเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตามภายหลังชุดสืบสวน กก.6 บก.ป.ได้ทราบเบาะแสว่าผู้ต้องหารายนี้ได้หลบหนีมากลบดานอยู่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง บริเวณถนนราษฎร์อุทิศ จึงได้ออกสืบสวนและเฝ้าสังเกตการณ์ จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวได้

จากการสอบสวน ส.ต.ท.สันติธรรม หรือนายอริส ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ลงมือก่อเหตุข่มขืนผู้เสียหายจริง โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่ตนได้ร่วมลงทุนกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ทำธุรกิจทัวร์ท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดตรัง ทำให้ได้พบกับผู้เสียหายซึ่งเป็นคนมีบุคลิกภาพดีจึงเกิดความชอบ ก่อนจะหลอกพาเหยื่อไปทำการข่มขืนดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป





ที่มา http://www.posttoday.com/crime/375328

จับเครือข่ายยาบ้ารายใหญ่ยึด 2 ล้านเม็ดค่า 800 ล้าน-ตำรวจบุกล๊อคขณะลงเจรจาส่งของ



เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 9 ก.ค. ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนภาค 5 พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภาค 5 พล.ต.ต.ประยัชว์ บุญศรี รอง ผบช.ภาค 5 พล.ต.ต.ประจวบ วงค์สุข ผบก.สส.ภ.5 พ.ต.อ.วรพงค์ คำลือ ผกก.สส.3 บก สส.ภ.5 รวมทั้งตัวแทนทหารค่ายมณฑลที่ 33 เชียงใหม่ และตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมยาเสพติดรายใหญ่ พร้อมผู้ต้องหา 2 คนประกอบด้วย นายสมชาย หรือหนุ่ย เทศทิม อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67/43 หมู่ที่ 2 ต.นาป่า อ.เมือง จ.ชลบุรี และ นายมงคล หรือ ดุ๊ก ฉ่ำโต อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28/31 หมู่ที่ 5 ต.คอกกระบือ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

 พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 2,000,000 เม็ด และยาไอซ์ จำนวน 50 กิโลกรัม รถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮเอ็ท สีขาวคาดแดง หมายเลขทะเยน ลอ 8657 กรุงเทพมหานคร และ รถยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้ารุ่นซีวิค สีขาว หมายเลขทะเบียน ฌถ 9630 กรุงเทพมหานคร ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน, ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” โดยจับกุมได้ที่ลานจอดรถใต้อาคารบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า ถนนลำปาง-เชียงใหม่ ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา นำส่งพงส.สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

 พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 5 โดย พล.ต.ต.ประหยัชว์ บุญศรี รอง ผบช.ภาค 5 พล.ต.ต.ประจวบ วงค์สุข ผบก.สส.ภ.5 พ.ต.อ.วรพงค์ คำลือ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.5 ได้รับแจ้งจากสายว่าจะมีการลำเลียงยาบ้ามาส่งให้กับลูกค้า โดยมีการนัดหมายกันที่บริเวณลานจอดรถในห้างบิ๊กซีเอ็กตร้า อ.เมืองเชียงใหม่ ทางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 5 จึงได้นำกำลังไปดักซุ่ม กระทั่งต่อมาคนร้ายได้นำรถยนต์ตู้ และรถยนต์ของกลางเข้ามาในห้าง และมีการลงรถมาเจรจากันเรื่องยาเสพติด

 ทางเจ้าหน้าทีตำรวจจึงได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้นทางผู้ต้องหาทั้งสอง ได้พยายามจะหลบหนีทางเจ้าหน้าที่จึงได้บุกเข้าชาร์จจับกุมตัว และผู้ต้องหาอีกคนได้ดิ่นที่จะต่อสู้ ทางตำรวจจึงได้ใช้เท้าหนีบศีรษะของคนร้ายไว้ และบังคับให้หยุดอยู่นิ่ง คนร้ายจึงยอม จากการตรวจค้นพบยาเสพติดของกลางวางอยู่ในห้องโดยสารของรถยนตู้ จำนวน 24 ใบ พบว่าเป็นยาบ้าจำนวน 20 เป้ แต่ละเป้มีจำนวนยาบ้า 100,000 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมด 2 ล้านเม็ด และไอซ์บรรจุอยู่ในถุงเกาลัดจำนวน 50 ถุงแต่ละถุงมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม รวม 50 กิโลกรัม มูลค่ายาเสพติดในการจับกุมครั้งนี้ทั้งยาบ้าและยาไอซ์ มูลค่าถึง 800 ล้านบาท

 ด้าน พล.ต.ต.ประหยัชว์ เปิดเผยว่า ยาบ้าและยาไอซ์ครั้งนี้ ถือว่าเป็นล๊อตใหญ่มาก ส่วนเครือข่ายยาเสพติดล๊อตนี้จากการข่าวทราบว่า กลุ่มขบวนการเครือข่ายผลิตยาเสพติดยาบ้านั้น มีการร่วมือกันผลิตยาบ้าแบบ MOU ทั้งเครือข่าย พ.ท.ยี่เซ, โกกัง, ว้าแดง, มูเซอ ทำให้มีการขนยาเสพติดทะลักเข้าไทยจำนวนมหาศาลในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ตนสั่งการให้ด่านแต่ละด่าน และชุดสืบสวนปราบปราบรามยาเสพติดของภาค 5 เข้มงวดในการดำเนินการในขณะนี้ เพราะทราบว่า เครือข่ายยาบ้า ขณะนี้ได้ร่วมมือกันผลิตยาบ้าออกมาจำนวนมาก ทั้งสัญลักษณ์ 999 และมือประสานมือ รวมกันผลิตเป็นรายใหญ่ในขณะนี้









ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436443470

รวบร่างทรงแอบฉกพระพุทธรูปจากวัดกลับบ้านตั้งแต่สงกรานต์ ตร.ตามจับ ผงะของกลางเต็มห้อง


เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ที่สภ.จังหวัดหนองคาย พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ผบก.ภ.จ.หนองคาย, พ.ต.อ.จักราวุธ จงศิริ ผกก.สืบสวน ภ.จว.หนองคาย, พ.ต.อ.อภิศักดิ์ กรองทิพย์ ผกก.สภ.เมืองหนองคาย, พ.ต.ท.เนรมิตร นนสะเกตุ พงส.สภ.เมืองหนองคาย พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม นายชัยวัฒน์ ภูริศรี อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32 หมู่ 10 บ้านโคกก่อง ต.พระธาตุบังพวน อ.เมือง จ.หนองคาย พร้อมของกลางพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 3-9 นิ้ว ทั้งเก่าและใหม่ปะปนกัน ทำด้วยสำริด ทองเหลือง ไม้ ดินเผา และเครื่องกระเบื้อง รวม 54 องค์ และเครื่องธรรมขันธ์ สังฆภัณฑ์ ประเภท แจกัน เชิงเทียน พานบายศรี ด้ามตาลปัตร มีดดาบ พานพุ่มเงินพุ่มทอง อัฐิธาตุ อีกจำนวนมาก รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ไอ สีดำ-ชมพู ทะเบียน ขงฉ 27 หนองคาย

 คดีนี้สืบเนื่องจากมีญาติโยมที่เคยถวายพระพุทธรูปให้กับทางวัดพระธาตุบังพวน ต.พระธาตุบังพวน อ.เมืองหนองคาย ประดิษฐานไว้ที่บริเวณศาลาพระอุโบสถหลังใหญ่ ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา กลับมาที่วัดแล้วไม่พบพระพุทธรูปที่เคยถวาย จึงแจ้งให้กับพระครูภาวนาเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดทราบ เมื่อตรวจสอบพบว่าพระพุทธรูปสูญหายไปหลายองค์จริง จึงได้แจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ จนกระทั่งเวลา 11.00 น. วันเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมนายชัยวัฒน์ได้ที่บ้านพัก และเข้าค้นบ้าน พบพระพุทธรูปและของกลางทั้งหมดอยู่ภายในห้องเก็บของ

 นายชัยวัฒน์ รับสารภาพว่า ตนเป็นร่างทรง เมื่อมีเวลาว่างจะไปอาสาทำความสะอาดที่วัดพระธาตุบังพวน เห็นพระพุทธรูปงดงาม พอทำความสะอาดวัดเสร็จ ก็จะแอบหยิบพระพุทธรูปใส่กระเป๋าขี่รถจักรยานยนต์นำไปเก็บไว้ที่บ้าน ไม่ได้จะนำไปขาย เพียงแต่ต้องการนำไปกราบไหว้ส่วนตัว โดยทำเช่นนี้ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากแถลงข่าวแล้ว นายชัยวัฒน์เข้ากราบขอขมาลาโทษต่อ พระครูภาวนาเจติยาภิบาล (ทวี มหาวีโร) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุบังพวน เจ้าคณะตำบลพระธาตุบังพวน ซึ่งพระครูภาวนาเจติยาภิบาล ไม่ถือโทษและยังได้เทศนาสั่งสอนให้กลับเนื้อกลับตัว หลังพ้นการดำเนินการทางกฎหมายไปแล้ว

 เจ้าหน้าที่ได้ลงรายละเอียดของกลาง แล้วส่งคืนวัดพระธาตุบังพวน ส่วนมูลค่าของกลางไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากเป็นคุณค่าทางด้านจิตใจ จากนั้นคุมตัวนายชัยวัฒน์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป




ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436445145

หายจากบ้านสองวันพบกลายเป็นศพ โจ๋ตรังแอบไปเด็ดใบกระท่อมถูกไฟดูดตายคาที่


เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 9 ก.ค.  ร.ต.ท.มนตรี สงคง ร้อยเวรสอบสวน สภ.ห้วยยอด จ.ตรัง รับแจ้งจากนายสัมพันธ์ ฝาดซิ้น กำนันต.หนองช้างแล่น อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ว่า พบศพผู้เสียชีวิตอยู่ที่บริเวณหลังบ้านเลขที่ 215 ม.1 ต.หนองช้างแล่น อ.ห้วยยอด จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พ.ต.ท.รัฐกร ภักดีวานิช รอง ผกก.สส. ร.ต.ท.นิวัตน์ ทรัพยทักษิณ รองสว.สส. ชุดสืบสวน แพทย์เวรรพ.ห้วยยอด และเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลสถานตรัง

 ที่เกิดเหตุเป็นสวนยางพารา ใกล้กันมีต้นพืชกระท่อม จำนวน 2 ต้น ล้อมด้วยลวด พร้อมปล่อยกระแสไฟฟ้าป้องกันคนมาขโมยมาเก็บใบกระท่อม พบศพชายวัยรุ่นในสภาพนอนคว่ำหน้า ไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงกีฬาสีน้ำเงิน ที่ขามีรอยไหม้จากกระแสไฟฟ้า ทราบชื่อคือนายเดช (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ชาวบ้าน ต.หนองช้างแล่น อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ซึ่งจากการชันสูตรพลิกศพคาดว่า น่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วัน

 จากการสอบสวนทราบว่า เมื่อคืนวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา ผู้ตายหายออกไปจากบ้าน พร้อมกับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 100 สีแดง โดยบอกภรรยาว่า จะไปทำธุระข้างนอก แล้วหายไปติดต่อไม่ได้ ญาติจึงไปแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.ห้วยยอด และสภ.รัษฎา จ.ตรัง จนกระทั่งวันนี้มีชาวบ้านไปพบรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว จอดอยู่ในสวนยางพาราห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร จึงแจ้งให้นายสัมพันธ์ ฝาดซิ้น กำนันต.หนองช้างแล่น ทราบแล้วออกตามหาจนไปพบศพอยู่ใกล้ต้นกระท่อมดังกล่าว ก่อนแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ
   
 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยอด สันนิษฐานว่า ผู้ตายอาจเข้าไปเด็ดใบกระท่อมเพื่อจะนำไปต้มกิน แล้วถูกกระแสไฟฟ้าที่เจ้าของวางดักไว้ชอร์ตจนเสียชีวิต ส่วนเจ้าของต้นกระท่อมทราบว่าคือ นายสมปอง พุธทา อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 215 ม.1 ต.หนองช้างแล่น อ.ห้วยยอด ซึ่งหลังเกิดเหตุได้หลบหนีไปแล้ว




ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436446205

ตะลึง! ยาบ้าโลโก้"แมนยู" ตร.จับ 3.6 หมื่นเม็ดที่ระยอง

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ห้องประชุมกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2  พล.ต.ท.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผบช.ภาค  2 แถลงข่าวผลการจับกุมตัวนายทศพร วารีรัตน์ อายุ 28 ปี ชาวอ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา และน.ส.ทิพวัลย์ เงาแก้ว อายุ 23 ปี ชาวอ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมของกลางยาบ้า 18 มัดจำนวน 36,000 เม็ด โดยพบว่าที่หน้าห่อยาบ้าแต่ละมัดประทับโลโก้แมนฯยูสีแดง ยาไอซ์จำนวน 290 กรัม สร้อยคอทองคำ 3 เส้น แหวนทองคำ 3 วง และรถยนต์กระบะโตโยต้า วีโก้ 2 คัน 

พล.ต.ท.ธเนตร์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดระยองสืบทราบว่าจะมีเครือข่ายยาบ้านำยามาส่งให้พื้นที่ จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรมจนพบผู้ต้องหาทั้งสองขับรถยนต์กระบะโตโยต้า วีโก้  สีน้ำเงิน ทะเบียน ฆด 4872 กทม.มาจอดรอส่งยาบริเวณสามแยกสวนสาธารณะสมเด็จย่า จ.ระยอง จึงเข้าทำการจับกุมและตรวจค้นพบยาบ้าในรถจำนวน 6,000 เม็ดก่อนจะไปขยายผลที่บ้านพักในอำเภอแปลงยาว พบยาบ้าซุกอยู่ในสวนปาล์มอีก 30,000 เม็ด โดยยาบ้าทั้งหมดรับมาจากทางภาคเหนือ  มีผู้ต้องขังในเรือนจำระยองเป็นตัวการใหญ่


นายทศพร ผู้ต้องหารับสารภาพว่า มีคนคอยโทรศัพท์มาสั่งการให้ไปรับยามาส่งตามจุดต่างๆ โดยครั้งนี้ไปรับยามาจาก กทม. เพื่อมาส่งต่อในจังหวัดระยอง ทำมาแล้ว 3-4 ครั้ง ได้ค่าจ้างครั้งละ 5,000 บาทที่ต้องทำเพราะต้องการเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว




ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436428699

ชาวชุมชนวัดมะกอกผงะ พบศพทารกริมคลอง ตัวเงินตัวทองกัดเละ!!

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ร.ต.ท. พิชัย สีก่ำ พงส.สน.พญาไท รับแจ้งเหตุพบศพทารก บริเวณ ราชวิถี 18 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี หลังรับแจ้งจึงเดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เแพทย์รพ.รามาธิบดี และนิติเวชรพ.ตำรวจ เข้าตรวจสอบที่เหตุ


ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณคลองวัดมะกอก ใกล้กับชุมชนวัดมะกอก ตรวจสอบบริเวณท่อระบายน้ำทิ้งภายในคลองดังกล่าว พบศพเด็กทารกแรกเกิด เพศชาย อายุ ประมาณ 9-10 เดือน สูง 55 ซม. อยู่ในสภาพบวมอืด ใบหน้าผิดรูปแขนขวาฉีกขาด เสียชีวิตมาแล้ว 2-3 วัน ใกล้กันพบ ถุงพลาสติกสีเหลือง ภายในถุงพบผ้าถุงสีแดง 1 ผืนรกเด็ก สายสะดือ และช้อง 1 คัน เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลังฐานเพื่อนำไปตรวจสอบ

สอบถามนางใย ริ้วแดง อายุ 56 ปี อาชีพค้าขาย กล่าวว่า โดยก่อนหน้านี้ตนพบถุงดังกล่าว เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 ก.ค.แต่ก็มิได้สนใจจนกระทั่ง เช้าของวันที่ 9 ก.ค. ตนขายของอยู่บริเวณดังกล่าวจู่ๆ ตนพบตัวเงินตัวทองกำลังกัดของในถุงดังกล่าวอยู่จึงเดินไปตรวจสอบ จึงพบว่าภายในถุงเป็นศพเด็กทารก จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าศพเด็กดังกล่าวคลอดคันเกินกำหนด และเสียชีวิตก่อนนำมาถิ้งที่คลองดังกล่าวโดยมัดใส่ผ้าถุงถูกมัดด้วยถุงพลาสติกอีกชั้นโดยมีพยานพบว่าถุงดังกล่าวลอยอยู่ในคลอง เช้าของวันที่ 8 ก.ค. คาดว่าศพดังกล่าวอาจจะถูกนำมาถิ้งในช่วงคืนวันที่ 7 ก.ค. เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อตามหาผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีต่อไป




ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436428832

จำคุก 20 ปี หนุ่มคลั่งลัทธิซาตาน แทงนักร้องเซอร์เรนเดอร์ฯ ดับคาบ้าน


วันที่ 9 กรกฎาคม ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการมีนบุรี และ น.ส.จารุวรรณ สุรพล ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง นายปราการ หาญพันธุ์บุษกร อายุ 26 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นฯ กรณีที่จำเลยมีความเชื่อเรื่องลัทธิซาตาน ได้ใช้อาวุธมีดแทง นายสามองค์ ไตรศรัทธา หรือฉายา "อเวจี" นักร้องนำและมือเบสกีต้าร์ของ วงเซอร์เรนเดอร์ ออฟดิวินิตี้ เป็นวงดนตรีแนวแบล็คเมทัลอันเดอร์กราวน์ หลายครั้งหลายหน จนถึงแก่ความตาย ภายในบ้านย่านสายไหม จำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่า เป็นการกระทำเพราะป้องกันตัว

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นแฟนคลับผู้ตายได้มาหาที่บ้านและว่าจ้างน.ส.จารุวรรณ ภรรยาผู้ตาย ซึ่งมีอาชีพช่างเพ้นท์เสื้อ จำเลยนำเสื้อกั๊กหนัง และเสื้อยีนส์มาให้เพ้นท์ลาย

ก่อนหน้านั้น จำเลยเคยโกรธเคืองกับผู้ตายในเรื่องความเชื่อในลัทธิซาตาน โดยผู้ตายเอาเรื่องซาตานมาล้อเล่น ไม่แสดงความเคารพซาตานบนเวทีการแสดง แต่ต่อมาทั้งสองตกลงกันได้ จนวันเกิดเหตุจำเลยมาถึงบ้านเวลา 16.00 น. แล้วนั่งดื่มเบียร์กับผู้ตาย จนเวลา 20.00 น. น.ส.จารุวรรณ ลงมาดูผู้ตายก็เห็นดื่มเบียร์ยังไม่เลิก อีก 10 นาที ก็ลงมาดูอีกครั้งพบว่า ผู้ตายมาเลื่อนรถหน้าบ้าน ส่วนจำเลยอยู่ในห้องน้ำติดกับครัว ก็คิดว่ากำลังจะกลับจนอีก 20 นาที ก็ยังไม่ขึ้นมานอน จึงลงมาดูพบว่านอนจมกองเลือดจึงนำส่ง รพ.แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา

แม้คดีจะไม่มีประจักษ์พยาน แต่ น.ส.จารุวรรณ ได้อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์โดยลงมาดูหลายครั้งในระยะเวลาไม่ห่างกันพบว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวที่อยู่กับผู้ตาย และขณะที่จำเลยเข้าห้องน้ำก็ต้องเดินผ่านครัว ที่จำเลยอ้างว่ากระทำโดยป้องกันนั้นเห็นว่า จำเลยอ้างว่ามีดเป็นของคนตาย มีการปัดป้องกันและมีดไปถูกผู้ตายแต่บาดแผลที่ถูกแทงบริเวณใบหน้า ลำคอด้านหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา รวม 11 แผล ล้วนแต่ถูกแทงอย่างแรง ขณะที่จำเลยไม่มีบาดแผลเลย ส่วนมีดก็เหน็บไว้ในครัวเมื่อเดินผ่านห้องน้ำก็ต้องเห็น เชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายและกระทำไปเพราะโกรธผู้ตาย จึงไม่ใช่การกระทำโดยป้องกัน

ทั้งนี้ ศาลพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 20 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้ 13 ปี 4 เดือน พร้อมริบมีดของกลาง

หลังฟังคำพิพากษา น.ส.จารุวรรณ และแฟนคลับอีก 10 คน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลลงโทษจำเลยน้อยเกินไป ตนจะยื่นอุทธรณ์และฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อไป





ที่มา http://news.sanook.com/1826882/

คนขับโดดจากรถหนีแทบไม่ทัน ไฟไหม้แท็กซี่ติดแก๊สแอลพีจี จอดรับคนสนามบินสุวรรณภูมิ!!


เมื่อเวลา 05.50 น. วันที่ 9 ก.ค. ร.ต.ท.ไพศาล วีรกิจพานิช ร้อยเวรสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ รับแจ้งมีเหตุไฟไหม้รถแท็กซี่สาธารณะ ภายในอาคารผู้โดยสารชั้น 1 ประตู 7 จึงประสานหน่วยดับเพลิงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเข้าสกัดเพลิง ที่เกิดเหตุพบไฟกำลังไหม้รถแท็กซี่สีชมพู ทะเบียนป้ายเหลือง ทศ 7207 กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงรีบฉีดน้ำดับ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพลิงจึงสงบ ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารถถูกไฟไหม้เกือบหมดเหลือเพียงห้องเครื่องและฝากระโปรงด้านหน้า ส่วนกระโปรงด้านท้ายรถและห้องโดยสารถูกไฟไหม้ทั้งหมด แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

 สอบสวนนายวิชาน มาลีวงศ์ อายุ 34 ปี คนขับแท็กซี่ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถมารับบัตรคิวลำดับที่ 13 เพื่อรับผู้โดยสารระหว่างนั้น จู่ๆก็เกิดควันและเพลิงได้ลุกไหม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตนจึงรีบเปิดประตูหนีออกมา และเจ้าหน้าที่ที่อยู่บริเวณจุดกดบัตรคิวได้เรียกรถดับเพลิงมาช่วย โดยรถคันดังกล่าวใช้ระบบแก๊สแอลพีจี

 เบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากสายไฟชอร์ต และเกิดประกายไฟจากด้านท้ายที่มีถังแก๊สอยู่ จึงทำให้เกิดเพลิงไหม้ อยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุอีกครั้ง




ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436425293

หนุ่มพลัดตกช่องบันใดดับสยอง หลังเมาหิวข้าว-ไปหาเพื่อนให้ช่วยทำอาหาร!!


เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 9 ก.ค. ร.ต.ท.วีระพงษ์ อภัยวงศ์ ร้อยเวร สภ.บางพลี สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีชายตกจากชั้น 3 หอพักแห่งหนึ่ง หมู่ 3 ซอยขจรวิท ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ลงมาเสียชีวิต หลังรับแจ้ง จึงพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและมูลนิธิร่วมกตัญญูเดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ

 บริเวณพื้นด้านล่างช่องบันใดทางขึ้นอาคารดังกล่าว พบศพของนายปัญญา ลีแก้ว อายุ 41 ปี อยู่ตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม นอนหงายจมกองเลือด เสียชีวิตอยู่ในสภาพที่บริเวณศีรษะแตก ปากแตกทั้งด่านล่างและด้านบน ฟันแตกร้าว ที่กกหูด้านหลังข้างซ้ายมีบาดแผลฉกรรจ์ คล้ายถูกของมีคมบาด จึงได้ประสานแพทย์โรงพยาบาลบางพลี ร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบศพให้มูลนิธินำส่งสถาบันนิติเวช

 จากการสอบสวนนายธงชัย พันธ์จันทร์ อายุ 33 ปี ทราบว่าผู้ตายเพิ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดได้ประมาณ 2 วัน มาสมัครงานโดยพักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่ห้องบริเวณชั้น 2 และเมื่อช่วงเช้าของวานนี้ ผู้ตายได้ไปสมัครงานที่โรงงานเคมีแห่งหนึ่ง และมีการนัดสัมภาษณ์ในช่วงเช้าของวันนี้ ผู้ตายจึงได้ออกไปดื่มเหล้าฉลองจนอยู่ในอาการมึนเมา และกลับมาในช่วงกลางดึก รู้สึกหิวข้าว จึงชักชวนกันขึ้นไปทำกับข้าวกินที่ห้องพักนายบุญเลิศ ที่บริเวณชั้น 3

 ระหว่างที่นายบุญเลิศ กำลังทำกับข้าวอยู่ที่หลังห้อง ตนจึงได้เอาถุงขยะลงมาทิ้งที่บริเวณนอกรั้วหน้าอาคาร ขณะที่เดินกลับมาที่หอพักได้ยินเสียงคล้ายมีของหนักตกลงมา ตนจึงได้รีบเดินเข้าไปดู พบผู้ตายนอนกองอยู่กับพื้นด้านล่างช่องบันใดทางขึ้น โดยมีกองเลือดอยู่ที่ศีรษะ เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ จึงทราบว่าเสียชีวิตแล้ว จึงรีบขึ้นไปตามนายบุญเลิศ ที่กำลังทำกับข้าวอยู่ด้านบน และรีบลงมาดู ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

 เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ขณะที่นายบุญเลิศ ทำกับข้าวอยู่หลังห้อง ส่วนนายธงชัยได้เอาถุงขยะลงมาทิ้งด้านล่าง ผู้ตายได้เดินออกมาจากห้อง เพื่อจะลงมาที่ห้องพัก แต่พอมาถึงบันใดทางลง ซึ่งมีราวเหล็กกั้นราวบันใดที่มีความสูงประมาณ 80 เซนติเมตร ด้วยความเมา จึงอาจพลาดท่าหัวทิ่มตกลงมาจากชั้น 3 ลงมาศีรษะกระแทกพื้นด้านล่างเสียชีวิตดังกล่าว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป





ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436424931

สลดพี่สาววัย11 เห็นน้องจะจมน้ำ-ว่ายไปช่วยรอดตาย แต่ตัวเองหมดแรงจมหาย


เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 9 ก.ค. ร.ต.ท.อุเทน อำนวย พนักงานสอบสวน สภ.โพธาราม จ.ราชบุรี รับแจ้งเหตุพบเด็กเสียชีวิตอยู่กลางแม่น้ำแม่กลอง บริเวณท่าน้ำวัดขนอน ต.สร้อยฟ้า จึงรุดตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลโพธาราม ที่เกิดเหตุพบเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างราชบุรี กำลังนำร่างผู้เสียชีวิตที่ลอยติดอยู่กับกอกก กลางแม่น้ำเข้าฝั่ง ในสภาพคว่ำหน้า ขึ้นอืด มีบาดแผลถลอกเต็มตัว เมื่อตรวจสอบพบว่าคือ ด.ญ.เยาวลักษณ์ แกะจู หรือ น้องน้ำ อายุ 11 ปี อยู่ ต.นครชุมน์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ท่ามกลางชาวบ้านที่ต่างยืนมุงดูจำนวนมากด้วยความเศร้าสลด

 สอบสวน นายศักดิ์ชัย แกะจู อายุ 38 ปี ผู้เป็นบิดาของ น้องน้ำ ทราบว่า น้องน้ำเป็นนักเรียนชั้น ป.6 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.บ้านม่ง ซึ่งเป็นเด็กร่าเริง แจ่มใส ขยันเรียน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นที่รักของเพื่อนๆ และคนในชุมชน โดยหลังจากเลิกเรียนในช่วงเย็นของวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา น้องน้ำ ได้ขออนุญาตไปทำการบ้านกับเพื่อน โดยมีน้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องตามไปด้วย จากนั้นเวลาประมาณ 17.30 น. ตนได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าน้องน้ำจมน้ำสูญหายไป จึงรีบไปดู จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำ มูลนิธิรวมใจการกุศลราชบุรี มูลนิธิสว่างราชบุรี และมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ ต่างระดมช่วยกันค้นหา แต่ก็ไม่พบ จนกระทั่งพบศพในวันนี้

 ส่วนสาเหตุการเสียชีวิต ทราบว่า หลังจากที่น้องน้ำได้ทำการบ้านกับเพื่อนแล้วเสร็จ จึงได้ชักชวนกันมาเล่นน้ำบริเวณท่าน้ำบ้านวังมะนาว หมู่ 1 ต.บ้านม่วง เมื่อเล่นน้ำได้สักพักหนึ่ง น้องสาวของน้องน้ำ เกิดหมดแรง จนจะจมน้ำ น้องน้ำจึงรีบว่ายน้ำเข้าไปช่วยเหลือขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย แต่จู่ๆ น้องน้ำกลับหมดแรงเสียเอง จมน้ำไปต่อหน้าต่อตาเพื่อนๆ เมื่อช่วยกันพยายามค้นหา พร้อมกับรีบแจ้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือ แต่ไม่พบ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มูลนิธิพบร่างไร้วิญญาณของน้องน้ำลอยติดอยู่กับกอกก ท่าน้ำวัดขนอน ซึ่งห่างไปกว่า 4 กิโลเมตร

 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต แล้วจะได้นำร่างส่งญาติต่อไป





ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436427663

ภัยออนไลน์! สาวบอกที่อยู่ผู้ชายในแชท หวิดถูกข่มขืน


วานนี้ (8 ก.ค.) ร.ต.ท. ณัฐพงษ์ เหมือนพันธ์ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีได้รับแจ้งจาก นางสาวบิว (นามสมมติ) สาวโรงงานแห่งหนึ่ง ว่ามีบุคคลพยายามละเมิดทางเพศ

โดยก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าตนได้เล่นแชทแอพดัง และได้มีชายคนดังกล่าวซึ่งใช้ชื่อว่า ปะป๋า น้องใบหยก เข้ามาแชทขอเป็นเพื่อนและได้คุยกัน ชายคนดังกล่าวอยากทราบว่าตนพักอยู่ที่ไหนจึงบอกไป จากนั้นชายคนนั้นก็มาหาถึงบริเวณคอนโด และมาเคาะประตูห้องตนเองให้เปิดบอกว่าขอเข้าไปปัสสาวะในห้อง เมื่อตนเองเปิดห้องชายคนดังกล่าวก็ได้พยายามพูดคุยหว่านล้อมและใช้กำลังปลุกปล้ำตน

แต่ตนอาศัยช่วงจังหวะทีเผลอ วิ่งหนีออกไปยังห้องข้างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะหลบหนีออกไป เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนก็ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ในขณะที่ทางชุดสืบสวนกำลังติดตามตัวบุคคลดังกล่าว หากไม่มอบตัวจะออกหมายจับต่อไป





ที่มา http://news.sanook.com/1826639/

Wednesday, July 8, 2015

สลดแม่ใจยักษ์ยัดศพลูก ซุกกระเป๋า/ทิ้งกองขยะ!!




สลดแม่ใจยักษ์ยัดศพลูก ซุกกระเป๋า/ทิ้งกองขยะ!! 


„เมื่อวันที่9 ก.ค. พ.ต.ต. สมพงษ์อดิวงค์ธาดา พนักงานสอบสวน สภ.หนองขาม จ.ชลบุรี รับแจ้งจาก นางประไพ โหนกจั่นทึก อายุ 42 ปี พนักงานเก็บขยะเทศบาลนครเจ้าพระยาสรุศักดิ์ว่า พบศพเด็กทารกในกระเป๋าถูกทิ้งข้างถังขยะ ริมถนนสายสุขาภิบาล 8 หน้าบ้านเลขที่ 281/2 หมู่ที่ 8 ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบพร้อม หน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา ที่เกิดเหตุพบศพทารกแรกเกิดเพศชาย ยังมีสายรกผูกติดอยู่ ถูกซุกอยู่ในกระเป๋าเดินทาง สอบถาม นางประไพ ทราบว่า ออกมาเก็บขยะตั้งแต่ช่วง 04.30 น. จนกระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุ พบกระเป๋าเดินดังกล่าววางทิ้งอยู่ข้างถังขยะ จึงหยิบขึ้นมาวางภายในรถเก็บขยะของเทศบาลนครเจ้าพระสุรศักดิ์ หมายเลขทะเบียน 85-9252 ชลบุรี ภายหลังเปิดกระเป๋าตรวจสอบจึงพบว่ามีศพทารกน้อยซุกซ่อนอยู่ จึงรีบแจ้งตำรวจดังกล่าว เบื้องต้นคาดว่า น่าจะเป็นฝีมือของวัยรุ่นใจแตกแอบคลอดลูกออกมา แล้วเสียชีวิต จึงนำศพยัดใส่กระเป๋ามาทิ้งไว้ดังกล่าว ทางตำรวจได้มอบศพทารกให้หน่วยกู้ภัยฯ นำส่งโรงพยาบาลแหลมฉบัง เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง รวมทั้งตรวจสอบ ดีเอ็นเอ เพื่อหาตัวแม่ใจร้าย รายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.“



ที่มา http://www.dailynews.co.th/regional/333613

เศร้า ! คู่รักผูกคอตายสังเวยรักถูกกีดกัน ขอพบกันในชาติหน้า


สุดอาลัยรัก ! คู่รักผูกคอตายคู่กันบนต้นไม้ หลังถูกพ่อ-แม่ฝ่ายหญิงกีดกัน เพราะฝ่ายชายจน ทิ้งข้อความสั่งเสีย ถ้าชาตินี้อยู่ด้วยกันไม่ได้ ขอให้ได้พบกันในชาติหน้า

             วันที่ 9 กรกฎาคม 2558 เพจเฟซบุ๊ก รวมพล คนกู้ภัย
ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความจากคุณ "ชื่อ ดื้อ นะคับ" ซึ่งเป็นภาพของชาย-หญิงชาวพม่าคู่หนึ่ง ที่ผูกคอตายคู่กันบนต้นไม้ สภาพศพหันหน้าเข้าหากัน ท่ามกลางประชาชนมามุงดูจำนวนมาก

             โดยข้อความระบุเรื่องราวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคมที่ผ่านมา ที่ประเทศพม่า สาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ตัดดสินใจจบชีวิต เกิดจากความรักถูกกีดกัน เนื่องจากทั้งคู่ได้แอบรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ม.6 เป็นเวลาหลายปี ซึ่งพ่อ-แม่ฝ่ายหญิงมีฐานะร่ำรวย แต่ฝ่ายชายมีฐานะยากจน พ่อ-แม่ฝ่ายหญิงรู้เข้าจึงกีดกันมาโดยตลอด ทำให้ทั้งคู่เสียใจและตัดสินใจผูกคอตายด้วยกัน โดยก่อนตายได้พิมพ์ข้อความไว้ในโทรศัพท์ว่า "ถ้าชาตินี้เราอยู่ด้วยกันไม่ได้ ขอให้บุญที่เราทำด้วยกันมาช่วยให้เราพบกันในชาติหน้าด้วยเถิด...."

             ทั้งนี้หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความเสียใจกันจำนวนมาก แต่ก็มีบางส่วนที่บอกว่า น่าจะมีทางออกที่ดีกว่าการฆ่าตัวตาย เพราะมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ หากแต่จะทำให้คนรอบข้างเสียใจไปด้วย


ภาพจาก เฟซบุ๊ก ชื่อ ดื้อ นะคับ , เพจเฟซบุ๊ก รวมพล คนกู้ภัย




ที่มา http://hilight.kapook.com/view/123032