
เมื่อเวลา10.00 น. วันที่ 22 ม.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีการพิจารณากระบวรการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยวันนี้เป็นขั้นตอนการรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวน ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้กล่าวหา และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหา โดยสมาชิกสนช.เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
ต่อมาเวลา 09.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางถึงรัฐสภา เพื่อแถลงปิดคดีด้วยตัวเอง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีบรรดาอดีตส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทยกว่า 10 คน เดินทางมาให้กำลังใจ อาทิ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตรมช.ศึกษาธิการ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีตส.ส.กทม. เป็นต้น
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า วันนี้มีความพร้อม และจะชี้แจงในส่วนของการแถลงปิดคดี ซึ่งจะเป็นการสรุปรายละเอียดทั้งหมดตั้งแต่ต้น ให้ประชาชนและสมาชิกสนช.รับทราบ
เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เพราะเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมาไม่ได้มาตอบข้อซักถามต่อสนช. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น เพราะรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้มาตอบแทนจะรู้รายละเอียด เพราะข้อบังคับก็เปิดให้ ตนจึงมอบหมายให้รัฐมนตรีมาชี้แจงแทน ไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น และวันนี้ตนพร้อมชี้แจงต่อสภา
เมื่อถามย้ำว่า หากที่ประชุมสนช. มีข้อเรียกร้องให้กลับมาชี้แจง 35 คำถามจะตอบในที่ประชุมสนช.หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องดูตามข้อบังคับ ไม่มีเจตนาอย่างอื่น วันนี้ตนพร้อมและตั้งใจอย่างเต็มที่ในการชี้แจงรายละเอียด ก็ต้องให้ผู้รับฟังพิจารณาตัดสิน หวังว่าคงให้ความเป็นธรรมกับตนด้วย
ด้าน นายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเรียกร้องให้สนช.กลับไปดูพยานหลักฐานที่มี 3,000 หน้า เพราะเท่าที่ทราบมีสนช.ไม่กี่คนไปตรวจพยานแล้ว ส่วนกรณีที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ในการทุจริตระบายข้าวจีทูจีและกรณีที่คณะทำงานร่วมป.ป.ช. และอัยการสูงสุดมีมติสั่งฟ้องคดีอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นการพยายามสร้างกระแสกดดันเท่านั้น
เมื่อถามว่า หากสนช.ลงมติถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะกระทบการปรองดองหรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า ถ้าความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด ไม่ได้หมายความว่าหากปรองดองแล้ว การดำเนินคดีความต่างๆ จะหยุดไป ซึ่งในพื้นฐานของความเป็นธรรม อยากให้สนช.กลับมาอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

สนับสนุนข่าวโดย: khaosod.co.th






0 comments:
Post a Comment