เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญแถลงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ รายมาตรการที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ว่า กมธ.ยกร่างฯพิจารณาเสร็จแล้ว 120 มาตรา ขณะนี้เข้าสู่การพิจารณาหมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ คาดว่า จะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ ประเด็นที่สำคัญ คือ มาตรา (3/2/1)2 ว่าด้วย การกำหนดตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อ ป.ป.ช.หรือองค์กรตรวจสอบอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ จากเดิมที่แบ่งเป็น 7 กลุ่มได้แก่ 1.นายกรัฐมนตรี 2.รัฐมนตรี 3.ส.ส. 4.ส.ว. 5.ข้าราชการการเมืองอื่นและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น 6. ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น 7.เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามกฎหมายบัญญัติ โดยกมธ.ยกร่างฯได้เพิ่มขึ้นมาอีก 1 กลุ่มคือ กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อาทิ กกต.ป.ป.ช. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ในมาตรา (3/2/1)2 วรรคสอง ยังกำหนดเอกสารที่ต้องยื่นได้แก่ บัญชีทรัพย์และหนี้สิน สำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องของคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยกมธ.ยกร่างฯ ได้ตัดถ้อยคำ“ผู้ซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภริยา”ออก แต่ได้มีการเพิ่มเนื้อหาต่อท้ายในวรรคที่สองว่า“รวมทั้งผู้ซึ่งบุคคลตามวรรคหนึ่งทั้ง 8 กลุ่มได้มอบหมายให้ครอบครองหรือดูแลทรัพย์สินของตนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม” ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาทางพฤตินัยแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสรวม ทั้งบุคคลอื่น ๆ ที่ถือครองทรัพย์สินของบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินด้วยหากมีเจตนาปกปิดก็จะมีความผิด
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ส.ส.ส.ว.ให้เปิดเผย ให้สาธารณชนทราบโดยเร็วแต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันครบกำหนดที่ต้องยื่นบัญชีดังกล่าว ส่วนบัญชีของผู้ดำรงตำแหน่งอื่นจะเปิดเผยได้ต่อเมื่อการเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาพิพากษาคดี หรือการวินิจฉัยชี้ขาดและได้รับการร้องขอจากศาลหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาในส่วนที่ 2 การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในมาตรา (3/2/2)1กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องไม่กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม โดยอย่างน้อยต้องไม่ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ไม่กำหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายหรือกฎ ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการที่ตน คู่สมรสบุตร หรือบิดา มารดา มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ (2)ไม่นำความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่นมาประกอบการใช้ดุลยพินิจในการปฎิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้น (3)ไม่ใช้เวลาราชการหรือหน่วยงาน เงิน ทรัพย์สิน บุคคลากร บริการสิ่งอำนวยความสะดวกหรือข้อมูลภายในของราชการหรือหน่วยงานไป เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนหรือผู้อื่นเว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยกฎหมายหรือกฎ (4) ไม่กระทำการใด ดำรงตำแหน่งใดหรือปฎิบัติการใด ในฐานะส่วนตัวซึ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลง ว่า จะขัดต่อประโยชน์ส่วนรวมที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน้าที่หรือเป็นที่เสื่อมเสียแก่ตำแหน่งหน้าที่
โฆษกกมธ.ยกร่างฯ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรา (3/2/2)2 นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต้อง(1)ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัทหรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกันหรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด (2)ไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น(3) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม (4)ไม่รับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ปฎิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานตามปกติ (5) ไม่กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา(1/2/2)20 วรรคเจ็ด ที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปถือหุ้นในสื่อและเป็นเจ้าของสื่อทั้งทางตรงทางอ้อม
โฆษกกมธ.ยกร่างฯกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในวรรคสาม ให้นำความใน(3)(4)(5) มาบังคับใช้กับคู่สมรสและบุตร ซึ่งแก้ไขจาก คำว่า “บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ”มาเป็น “บุตรของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีและบุคคลอื่น” ซึ่งมีการตัดถ้อยคำ“มิใช่คู่สมรสและบุตรของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีนั้น"แต่เพิ่มถ้อยคำให้ครอบคลุมบุคคลที่จะเข้าข่ายมาตราดังกล่าว โดยใช้คำว่า บุคคลซึ่ง “ดำเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้ผู้ร่วมดำเนินการ ผู้ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีให้กระทำการตามมาตรานี้”
สนับสนุนข่าวโดย: dailynews.co.th






0 comments:
Post a Comment