เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 9 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีที่มีการควบคุมตัวคนโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โอนเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาทไปยังประเทศสิงคโปร์ ว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่าทราบตัว เหมือนที่ตนเคยบอกไว้ว่ารู้ตัวคนส่งข้อความอันเป็นเท็จ ฝากเตือนพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะวัยรุ่นที่คึกคะนองชอบโพสต์ข้อความที่เป็นเท็จ หรือข้อความที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย และข้อความที่สร้างความสับสนตื่นตระหนกตกใจ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 เพราะฉะนั้นถ้ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เมื่อผิดกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหนาที่ตำรวจต้องดำเนินคดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นเป็นใคร มีการควบคุมตัวแล้วใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ในรายละเอียดยังไม่ขอเปิดเผยขณะนี้ แต่เรารู้ตัวแล้ว ก็มีการเฝ้าอยู่แล้ว ซึ่งคิดว่าจะมีการจับกุมในเร็วๆนี้ เนื่องจากจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานยาก
เมื่อถามต่อว่า แต่ตำรวจได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสอบปากคำแล้ว ผบ.ตร. กล่าวว่า อันนี้ขออนุญาตไม่ตอบ
เมื่อถามว่า มองว่าปัจจุบันมีลักษณะผู้ที่โพสต์ทำให้รัฐบาลต้องมีผลกระทบ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีมาตรการและเฝ้าระวังอย่างไร พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า อย่างที่เคยได้บอกว่าข้อความที่โพสต์ที่ส่ง มีทั้งข้อความที่ส่งจากภายในประเทศและข้อความที่ส่งจากต่างประเทศ ในส่วนของข้อความที่ส่งจากภายในประเทศเราสามารถควบคุมหรือติดตามจับกุมได้ แต่ถ้าเป็นข้อความที่ส่งจากต่างประเทศและมีการส่งไปส่งมาหลายๆทอด เรายังไม่สามารถที่จะควบคุมและคัดกรองได้ ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีช่องทางในการส่งข้อความเข้าถึง 12 ช่องทาง ประเทศที่เจริญแล้ว อาทิ สิงคโปร์ หรือประเทศในตะวันออกกลางที่มีกฎระเบียบเข้มงวดเรื่องศาสนา เขาเปลี่ยนไปใช้ระบบซิงเกิ้ลเกตเวย์ ที่เข้าช่องทางเดียวและมีระบบที่คัดกรองข้อความที่ไม่ดี ไม่เหมาะ ไม่ควร หรือข้อความที่ไม่ต้องการทิ้งโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องใช้คนมานั่งเฝ้า
ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้ระบบที่มีช่องทางถึง 12 ช่องทาง เวลาข้อความเหล่านั้นเข้ามา ต้องใช้คนมานั่งดูหรือสื่อมวชนหรือประชาชนไปเห็นแล้วก็แจ้งตำรวจ ซึ่งเมื่อมาถึงตอนนั้นข้อความก็ได้แพร่กระจายไป และก็จะเกิดคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เข้าใจกฎหมายหรือคนที่ถูกยุยงส่งเสริมถูกจ้างมาไปกระทำและก็เป็นความผิด อันนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทาง ซึ่งเป็นปัญหาที่ตนและเจ้าหน้าที่ตำรวจหนักใจมากๆ ตนได้มีการนำเสนอทางรัฐบาลไปหลายครั้ง ควรจะจัดทำหรือจัดให้มีระบบซิงเกิ้ลเกตเวย์ในประเทศไทย
เมื่อถามว่า มองว่ากระบวนการไม่ใช่เฉพาะบุคคล แต่มีกระบวนการต่อต้านการทำงานของรัฐบาล พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า เรื่องความคิดจะว่าเป็นบุคคล คณะบุคคล กลุ่มบุคคล หรือใครก็แล้วแต่ จะคิดเห็นและรู้สึกที่แตกต่าง แต่ทำอะไรก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ต้องรู้และเข้าใจว่ากฎหมายเป็นอย่างไร ทำได้แค่ไหน ทำแล้วกระทบสิทธิ์คนอื่นหรือเปล่า ทำให้เดือดร้อนเสียหายหรือไม่ ถ้าผิดกฎหมายและทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็อย่าทำ เพราะถ้าทำแล้วสุดท้ายมาบอกว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย เพื่อนส่งมาก็เลยส่งไป ไม่รู้ว่าส่งข้อความอันเป็นเท็จ ส่งต่อครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 เป็นความผิด อย่างนี้ตำรวจจะทำอย่างไร ในเมื่อตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย เมื่อผิดก็ต้องว่าไปตามผิด จะไปบอกว่าคนนี้ส่งแล้วให้อภัย คนนี้ส่งแล้วไม่ดำเนินการ คงเป็นไปไม่ได้
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้จะมีการเกิดขึ้นอีกหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ตนพยายามพูดทุกครั้งให้พี่น้องคนไทยหรือใครก็แล้วแต่ พยายามเตือนสติทุกครั้งว่าทำอะไรก็ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย และที่สำคัญต้องศึกษากฎหมายให้เข้าใจด้วย ต้องอย่าลืมว่านอกจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ กฎหมายพิเศษตรงนี้ต้องทำความเข้าใจ เพราะว่าถ้าทำไปด้วยความคึกคะนอง สนุกสนาน เพื่อนชวน ถูกยุยง หรือรับเงินว่าจ้างมา ผลที่เกิดมันไม่คุ้ม ตัวเองก็เดือดร้อน พ่อแม่ ญาติพี่น้องก็เดือดร้อน คนที่รักก็ต้องมาเป็นห่วงเป็นใย ต้องมาวิ่งเต้น ต้องมาเยี่ยม
ตรงนี้เป็นปัญหา ตำรวจเป็นปลายเหตุ ตำรวจไม่อยากไปทำอะไรที่พี่น้องประชาชนลักษณะที่ไปบังคับใช้กฎหมายในเรื่องที่ไร้สาระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฎิวัติซ้อน เรื่องนายกรัฐมนตรีโอนเงินไปเป็นหมื่นล้าน อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเป็นสิ่งที่บางครั้งพี่น้องประชาชนหรือแม้แต่สื่อมวลชนเอง ก่อนที่จะเผยแพร่และเปิดเผยข้อมูลข้าวสารต้องใช้ดุลยพินิจไตร่ตรองก่อน สมมุติมีคนไปโพสต์ว่าตนโอนเงินไปประเทศสิงคโปร์ 1-2 พันล้าน ท่านก็ต้องคิดว่าไอ้หน้าอย่างนี้เหรอจะมีเงินโอน หรือใครจะบ้าโอนเงินทีไปเป็นหมื่นๆล้าน ใครจะขนเงินใส่กระเป๋าขึ้นเครื่องบินไปทีเป็นหมื่นล้าน ตรงนี้มีหน่วยงานและองค์กรภายในและภายนอกประเทศที่จับจ้องหรือติดตามการเคลื่อนย้ายของเงินในลักษณะที่ผิดปกติ เราอาจจะไม่รู้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานพิเศษที่คอยตรวจสอบการเคลื่อนย้ายเงิน เพราะเขาหวาดระแวงเรื่องการก่อการร้าย ถ้าน้องๆหรือใครถามตน ไม่ต้องใช้ส่วนสูงๆให้ใช้ส่วนต่ำๆของร่างกายคิดแล้วก็ว่าเป็นไปไม่ได้
เมื่อถามว่า จากกรณีการจับกุม 14 นักศึกษาทำให้มีการโพตส์ข้อความแบบนี้เยอะขึ้นหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า ตนก็ไม่ทราบ แต่คนไทยต้องใช้ดุลยพินิจ อย่างที่ตนเคยบอกว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาในบ้านเมืองเรามีความขัดแย้ง แล้วเป็นอย่างไรกับเศรษฐกิจ จะเดินทางไปไหนทุกคนในกรุงเทพฯ ก็ต้องเช็กว่าถนนนั้นมีม๊อบหรือไม่ ไปได้หรือไม่ มีการชุมนุมกันกี่โมง ถ้าไปจะโดนเข้าใจผิดว่าเป็นพวกนั้นพวกนี้ก็จะถูกทำร้ายตรงนี้คือปัญหา คนต่างชาติพอรู้ว่ามีการชุมนุมก็ไม่มาเที่ยว โรงแรม ธุรกิจค้าขายที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงเด็กขายพวงมาลัยที่ได้รับความเดือดร้อน ในขณะที่มีความขัดแย้งอยู่บนท้องถนน มีการแบ่งฝ่าย แล้วเหตุการณ์ก็พัฒนาเหมือนประหนึ่งว่าจะเกิดเหตุการณ์คนไทยเข้าทำร้ายกัน
“ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายุติปัญหาตรงนี้ ใครเคยคิดบ้างว่าต่อจากนั้นจะเกิดเหตุการณ์อย่างไร แล้วจะพัฒนาไปอย่างไร แล้วใครจะเข้ามาเป็นผู้แก้ ท่านก็บอกว่าเข้ามาในชั่วขณะหนึ่ง มีโรดแมปชัดเจน นายกฯอยู่เพื่อแก้ปัญหาให้คนไทย ปัจจุบันหลังจากไม่มีการชุมนุม ไม่มีปัญหา เศรษฐกิจดีขึ้น นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เข้ามามากขึ้น การค้าขายต่างๆเงินก็สะพัดขึ้น หรือคนไทยถ้าคิดไม่ออกหรือคิดไม่เป็น อยากจะกลับไปเป็นแบบนั้นอีก ก็เอาสิครับ” ผบ.ตร.กล่าว
เมื่อถามว่า จากการสืบสวนคนที่โพสต์เกี่ยวข้องกับการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ขอให้ได้ตัวมาก่อน ให้สอบสวนก่อน และจะบอกว่าเขาเป็นใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร เกี่ยวข้องกับใคร รอพรุ่งนี้ 10 ก.ค. เพราะไม่อยากด่วนสรุปและรีบพูดล่วงหน้าจากความรู้สึกโดยไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ชัดเจน
ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436425447







0 comments:
Post a Comment