"เพื่อไทย" ชี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังน่าห่วง ปัญหาภัยแล้ง-จับนักศึกษา 14 คน จะทำให้เสถียรภาพรัฐบาล สั่นคลอน ชี้ ศก.ไทย เข้าคิลลิ่งโซน ส่งออก ทรุดยอดขายซบ
วันที่ 5 ก.ค. 58 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขอเตือนคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ให้เตรียมตัวรับมือให้ดี ภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังนี้ อย่าลอยตัวและอย่าเห็นว่า มีแนวหน้ารับทุกเรื่องอย่าง พลเอกประยุทธ์ แล้วจะสบายๆ ที่สำคัญ หากทำงานแบบคิดว่า ไม่มีฝ่ายค้านตรวจสอบแล้วจะทำงานแบบ ชิลๆ ได้สุดท้ายการเมือง จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ปากท้องประชาชน ต่างหากจะเป็นเรื่องใหญ่กว่า
วันนี้จากการติดตามการทำงานโดยคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย เห็นว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังนี้ ส่อแววอาการหนัก เห็นได้จากรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ต่ำสุดในรอบ 12 เดือน ประกอบการส่งออกที่ติดลบ ตลอด 5 เดือน และยอดขายรถยนต์ 5 เดือน ในประเทศถดถอยอย่างหนัก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่อ่อนด้อย ในการบริหารเศรษฐกิจของ ครม.ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เข้าสู่ภาวะ ครม.ที่โลกลืม และยิ่งมาเจอกับภาวะภัยแล้ง ที่ตลอดเวลาได้ยินแต่ความเสียหายแต่ยังไม่เห็นว่า รัฐบาลจะมีแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร ยิ่งน่ากังวลใจ
ทั้งนี้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ ผลกระทบจากภัยแล้ง ราคาสินค้าการเกษตร ทุกชนิดตกต่ำ จะส่งผลให้รายได้ของเกษตรกร ลดลงอย่างน่าใจหาย และจะเกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ประกอบกับนโยบายด้านราคาสินค้าการเกษตร ที่ยังแกว่งไกว 1 ปี ยังไม่มีอะไรชัดเจน แล้วเกษตรกรเหล่านี้จะอยู่ได้อย่างไร รังแต่จะเพิ่มสถิติเกษตรกรฆ่าตัวตายมากขึ้น และยิ่งจะตอกย้ำปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ดิ่งเหวเร็วขึ้น และจะส่งผลต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและอาจทำให้เกิดภาวะรัฐบาล “บักโกรก ไส้แห้ง ถังแตก ตูดขาด” ได้
นายจิรายุ กล่าวอีกว่า ไม่เข้าใจว่า ที่ผ่านมาไปตำหนิโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่ออะไร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องน้ำใจของรัฐ ที่ต้องดูแลสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับคนจน แต่กลับมีข่าว ซื้อเรือดำน้ำ เป็นเงินถึง 36,000 ล้านบาท ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ครม.ของรัฐบาล-คสช.ต้องคิดให้มาก ประชาชน เฝ้าจับตามองท่านอย่างใกล้ชิดอยู่
“เห็นการทำงานของ ครม.ตลอดปีที่ผ่านมา บอกเลยว่า เข้าใจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ออกอาการหงุดหงิด เพราะแบกรับคนเดียวทุกเรื่องจริงๆ ถ้าเอาอารมณ์หงุดหงิด ของผู้นำมาหาร ด้วยจำนวน ครม. แบ่งๆ กันไปตามหน้าที่รับผิดชอบแต่ละกระทรวง พลเอกประยุทธ์ คงจะอารมณ์ดีขึ้นมาก และหากวันนี้ มีการออกข้อสอบให้ ประชาชน ใส่ชื่อคณะรัฐมนตรีว่า จำใครได้บ้าง มีผลงานอะไรบ้าง เชื่อเลยว่า สอบตกยก ครม.”
นายจิรายุ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่อง คือกรณีที่กลุ่ม บริษัทรถยนต์ ออกมาแสดงความกังวล จากรายงานตัวเลขยอดขายที่ตกลงอย่างหนัก ตลอด 5 เดือน ที่ผ่านมา ขายไปได้เพียงแค่ 308,787 คัน ลดลงถึง 15.9% และยังส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง เป็นผลจากการความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ระมัดระวังเรื่องการลงทุนและใช้จ่าย ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนพฤษภาคมยังคงปรับตัวลง จากความกังวลต่อความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ ที่เป็นปัจจัยเชิงลบ ส่งผลให้การส่งออกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และส่งผลกระทบให้การลงทุนของภาคเอกชนยังคงชะลอตัว ประกอบกับกำลังซื้อที่ยังไม่ขยายตัว อันเป็นผลมาจากรายได้เกษตรกร ที่ทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้สภาพคล่องในระบบและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนลดลง ซึ่งคำเตือนจากภาคธุรกิจเหล่านี้ ประกอบกับแรงกดดัน เรื่องนักศึกษา 14 คน จาก UN สหประชาชาติ สหภาพยุโรป EU และสหรัฐฯ จะทำให้ความมั่นใจของต่างประเทศลดลงไปอีก และจะทำให้การลงทุนจากต่างประเทศหายไป และอาจจะโดนมาตรการการกีดกันการค้าเพิ่มเติม และจะเป็นการตอกย้ำการส่งออกให้แย่ลงอีก และจะทำให้เศรษฐกิจทรุด ซึ่งจะส่งผลทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนได้ นายจิรายุ กล่าว
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/509535
วันที่ 5 ก.ค. 58 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขอเตือนคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ให้เตรียมตัวรับมือให้ดี ภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังนี้ อย่าลอยตัวและอย่าเห็นว่า มีแนวหน้ารับทุกเรื่องอย่าง พลเอกประยุทธ์ แล้วจะสบายๆ ที่สำคัญ หากทำงานแบบคิดว่า ไม่มีฝ่ายค้านตรวจสอบแล้วจะทำงานแบบ ชิลๆ ได้สุดท้ายการเมือง จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ปากท้องประชาชน ต่างหากจะเป็นเรื่องใหญ่กว่า
วันนี้จากการติดตามการทำงานโดยคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย เห็นว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังนี้ ส่อแววอาการหนัก เห็นได้จากรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ต่ำสุดในรอบ 12 เดือน ประกอบการส่งออกที่ติดลบ ตลอด 5 เดือน และยอดขายรถยนต์ 5 เดือน ในประเทศถดถอยอย่างหนัก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่อ่อนด้อย ในการบริหารเศรษฐกิจของ ครม.ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เข้าสู่ภาวะ ครม.ที่โลกลืม และยิ่งมาเจอกับภาวะภัยแล้ง ที่ตลอดเวลาได้ยินแต่ความเสียหายแต่ยังไม่เห็นว่า รัฐบาลจะมีแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร ยิ่งน่ากังวลใจ
ทั้งนี้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ ผลกระทบจากภัยแล้ง ราคาสินค้าการเกษตร ทุกชนิดตกต่ำ จะส่งผลให้รายได้ของเกษตรกร ลดลงอย่างน่าใจหาย และจะเกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ประกอบกับนโยบายด้านราคาสินค้าการเกษตร ที่ยังแกว่งไกว 1 ปี ยังไม่มีอะไรชัดเจน แล้วเกษตรกรเหล่านี้จะอยู่ได้อย่างไร รังแต่จะเพิ่มสถิติเกษตรกรฆ่าตัวตายมากขึ้น และยิ่งจะตอกย้ำปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ดิ่งเหวเร็วขึ้น และจะส่งผลต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและอาจทำให้เกิดภาวะรัฐบาล “บักโกรก ไส้แห้ง ถังแตก ตูดขาด” ได้
นายจิรายุ กล่าวอีกว่า ไม่เข้าใจว่า ที่ผ่านมาไปตำหนิโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่ออะไร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องน้ำใจของรัฐ ที่ต้องดูแลสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับคนจน แต่กลับมีข่าว ซื้อเรือดำน้ำ เป็นเงินถึง 36,000 ล้านบาท ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ครม.ของรัฐบาล-คสช.ต้องคิดให้มาก ประชาชน เฝ้าจับตามองท่านอย่างใกล้ชิดอยู่
“เห็นการทำงานของ ครม.ตลอดปีที่ผ่านมา บอกเลยว่า เข้าใจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ออกอาการหงุดหงิด เพราะแบกรับคนเดียวทุกเรื่องจริงๆ ถ้าเอาอารมณ์หงุดหงิด ของผู้นำมาหาร ด้วยจำนวน ครม. แบ่งๆ กันไปตามหน้าที่รับผิดชอบแต่ละกระทรวง พลเอกประยุทธ์ คงจะอารมณ์ดีขึ้นมาก และหากวันนี้ มีการออกข้อสอบให้ ประชาชน ใส่ชื่อคณะรัฐมนตรีว่า จำใครได้บ้าง มีผลงานอะไรบ้าง เชื่อเลยว่า สอบตกยก ครม.”
นายจิรายุ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่อง คือกรณีที่กลุ่ม บริษัทรถยนต์ ออกมาแสดงความกังวล จากรายงานตัวเลขยอดขายที่ตกลงอย่างหนัก ตลอด 5 เดือน ที่ผ่านมา ขายไปได้เพียงแค่ 308,787 คัน ลดลงถึง 15.9% และยังส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง เป็นผลจากการความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ระมัดระวังเรื่องการลงทุนและใช้จ่าย ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนพฤษภาคมยังคงปรับตัวลง จากความกังวลต่อความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ ที่เป็นปัจจัยเชิงลบ ส่งผลให้การส่งออกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และส่งผลกระทบให้การลงทุนของภาคเอกชนยังคงชะลอตัว ประกอบกับกำลังซื้อที่ยังไม่ขยายตัว อันเป็นผลมาจากรายได้เกษตรกร ที่ทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้สภาพคล่องในระบบและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนลดลง ซึ่งคำเตือนจากภาคธุรกิจเหล่านี้ ประกอบกับแรงกดดัน เรื่องนักศึกษา 14 คน จาก UN สหประชาชาติ สหภาพยุโรป EU และสหรัฐฯ จะทำให้ความมั่นใจของต่างประเทศลดลงไปอีก และจะทำให้การลงทุนจากต่างประเทศหายไป และอาจจะโดนมาตรการการกีดกันการค้าเพิ่มเติม และจะเป็นการตอกย้ำการส่งออกให้แย่ลงอีก และจะทำให้เศรษฐกิจทรุด ซึ่งจะส่งผลทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนได้ นายจิรายุ กล่าว
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/509535






0 comments:
Post a Comment